มะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบ-สุรา-พยาธิใบไม้ ตัวการสำคัญ

มะเร็ง เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักรู้ตัวเมื่อมะเร็งเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว ส่งผลให้โอกาสที่จะรอดชีวิตเหลือน้อยเต็มที โดยเฉพาะมะเร็งตับ ที่ไม่ค่อยแสดงอาการ รักษายาก และมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า มะเร็งตับเป็นปัญหาสำคัญของทั่วโลกไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 8 ในแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 3.5 แสนราย โดย 2 ใน 3 เป็นผู้ป่วยในประเทศแถบ เอเชีย โดยเฉพาะจีน

มะเร็งตับเป็นโรคที่พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง คิดเป็น 4 ต่อ 1 ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ คนที่เป็นโรคตับอักเสบบี หรือซี การดื่มสุราเป็นประจำ เป็นโรคตับแข็ง การที่ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็งอัลฟาท็อกซิน ปัจจัยที่กล่าวมาล้วนเป็นส่วนที่กระตุ้น ทำให้เซลล์ตับมีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ อีกสาเหตุที่บ้านเราเป็นปัญหา คือ โรคพยาธิใบไม้ในตับ และสารก่อมะเร็งไดเมทิลไนโตรซามีนซึ่งอยู่ในสารถนอมอาหาร

สำหรับสถานการณ์โรคมะเร็งตับของประเทศไทย ในปีหนึ่งคาดว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นเพศชายประมาณ 33 ต่อแสนประชากร หรือประมาณ 6,000 กว่าราย ส่วนเพศหญิงคาดว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 12.3 ต่อแสนประชากร หรือประมาณ 4,700 ราย

มะเร็งตับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกภาคทั้งในเพศชายและหญิง โดยเฉพาะภาคอีสานมีอุบัติการณ์เกิดมะเร็งตับสูงสุด คือ 78 ต่อแสนประชากร ล่าสุดจากสถิติ พบว่า จ.อุดรธานี มีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยมะเร็งตับสูงสุดในประเทศไทย คือ 113.4 ต่อแสนประชากร และคิดว่าน่าจะสูงที่สุดในโลก นอกจากนี้การเกิดมะเร็งตับในภาคอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน ยกเว้นภาคใต้ที่มีการเพิ่มน้อยหน่อย

มะเร็งตับที่พบมากในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือมะเร็งเซลล์ตับ และมะเร็งท่อน้ำดีตับ โดยมะเร็งเซลล์ตับ ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสตับอักเสบบีหรือซี เกิดจากการดื่มสุรา แต่บ้านเราสุรามิใช่เป็นปัญหาหลัก เป็นปัญหารองที่มาเสริมคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือซีอยู่แล้ว ไม่เหมือน กับทางยุโรปที่ดื่มสุรากันเป็นประจำ ส่วนมะเร็งท่อน้ำดีตับ เกิดจากรับประทานปลาน้ำจืดสุก ๆ ดิบ ๆ มีพยาธิใบไม้ในตับ ทำให้เป็นมะเร็งท่อทางเดินน้ำดีภายในตับ เนื่องจากการอุดตันของน้ำดีภายในตับ หรือมีการเพิ่มของเนื้อเยื่อพังผืดภายในท่อน้ำดีจากพยาธิใบไม้ในตับ

โอกาสที่ผู้ป่วยมะเร็งตับจะรอดชีวิตต่ำมากเพียง 10-20% เท่านั้น ขณะที่อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 80-90% เนื่องจากมะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่มีการดำเนินโรคเร็วมาก เมื่อผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์และ พบว่าเป็นโรคมะเร็งตับ มักเป็นในระยะสุดท้าย มีอาการมากแล้ว เนื่องจากในช่วงเริ่มแรกของโรค มักจะไม่แสดงอาการใดเด่นชัดโดยเฉพาะเจาะจง กว่าผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ ก็มักอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของโรคแล้ว ซึ่งมักจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วประมาณ 3-6 เดือน อาการที่สำคัญ ได้แก่ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร อิ่มง่าย ท้องบวมโต ปวดท้องรุนแรง เลือดออกในช่องท้อง ตาเหลืองและผิวเหลือง

การรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค สภาพตับ และตัวผู้ป่วยเอง ถ้าเป็นในระยะเริ่มแรก วิธีที่ได้ผลดี ที่สุด คือ การผ่าตัด แต่น่าเสียดาย 80% ของผู้ที่ได้ รับการผ่าตัดไปแล้วจะเกิดมะเร็งตับขึ้นใหม่ในอีก 5 ปี ดังนั้นหลังการผ่าตัดไปแล้วจะต้องมีการติดตามคนไข้ตลอด ส่วนการเปลี่ยนตับก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ แต่มีผู้ป่วยประมาณ 15% เท่านั้นที่สามารถผ่าตัดได้ นอกจากนี้อาจรักษาด้วยการใช้ความเย็นไปทำลายเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ การฉายแสง การใช้เคมีบำบัด เป็นต้น

สำหรับยาเม็ดรับประทานที่เป็นนวัตกรรมใหม่นั้น นพ.ธีรวุฒิ กล่าวว่า ยาดังกล่าวมิใช่ยารักษา แต่เป็นยาประคับประคองอาการไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว ซึ่งใช้ได้เฉพาะผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบเท่านั้น แต่ปัญหา คือ ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต อีกทั้งยาราคาแพง ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งตับ วิธีที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยง ไม่กินปลาดิบ ๆ สุก ๆ หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และไม่ดื่มสุรา หรือผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบซีควรไปพบแพทย์ตรวจค้นหามะเร็งตับระยะเริ่มแรก

ด้าน รศ.นพ.นรินทร์ วรวุฒิ หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการรักษามะเร็งตับมักไม่ได้ผลเท่าที่ควร เนื่องจากมะเร็งตับเป็นมะเร็งที่มีการลุกลามอย่างรวดเร็ว และผู้ป่วยที่มาพบแพทย์มักเป็นระยะที่แพร่กระจายหรือระยะสุดท้ายแล้ว ส่วนใหญ่จึงมีชีวิตอยู่รอดได้เพียงไม่กี่เดือน หรือบางคนอาจจะนับเป็นวันก็มี ดังนั้น จึงอยากแนะนำหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และตรวจหาความผิดปกติของตับอย่างน้อยปีละครั้ง หากพบสิ่งผิดปกติจะได้รีบทำการรักษาได้ทัน

ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์มักเป็นระยะที่แพร่กระจายหรือระยะสุดท้าย จึงอยากแนะนำหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และตรวจหาความผิดปกติของตับอย่างน้อยปีละครั้ง กลุ่ม เสี่ยงที่มีญาติพี่น้องเป็นมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี ควรตรวจเลือดร่วมกับการอัลตราซาวด์ช่องท้องคัดกรองมะเร็งทุก 6 เดือน.

ที่มาข้อมูล : คอลัมน์ X-Ray สุขภาพ เดลินิวส์ วันที่ 26 สิงหาคม 2550


<<< back